วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2562

หน่วยที่ 10 การจัดองค์การ และการรักษาความปลอดภัยสำหรับระบบสารสนเทศ

การจัดองค์การ และการรักษาความปลอดภัยสำหรับระบบสารสนเทศ

dfdff
ประโยชน์ของการจัดองค์กร
1. ทำให้การบริหารงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
2. ทำให้งานทุกอย่างในองค์กรดำเนินไปด้วยความสำเร็จด้วยดี3. ทำให้ประหยัดและคุ้มค่าเพราะไม่เกิดปัญหาความซ้ำซ้อนและความล่าช้า4. ทำให้องค์กรสามารถพัฒนาและเจริญเติบโตต่อไป5. ทำให้สมาชิกเกิดการร่วมแรงร่วมใจกันทำงาน6. ทำให้สมาชิกในองค์กรมีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน
บุคลากรในองค์กรระบบสารสนเทศแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
1. บุคลากรในวิชาชีพเทคโนโลยีสารสนเทศ
2. บุคลากรทางการบริหารสารสนเทศ3. บุคลากรในวิชาชีพเทคโนโลยีสารสนเทศ
บุคลากรในวิชาชีพเทคโนโลยีสารสนเทศ
p02
ผู้ควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ (Computer Operator) ทำหน้าที่ควบคุมและดูแลเครื่องคอมพิวเตอร์
ผู้บันทึกข้อมูล (Data Entry Operator) ทำหน้าที่ป้อนข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อนำไปประมวลผลต่อไป
ผู้เขียนโปรแกรมประยุกต์ (Application Programmer) ทำหน้าที่เขียนโปรแกรมสั่งงานคอมพิวเตอร์
ผู้ควบคุมโปรแกรมระบบ (System Programmer) ทำหน้าที่ดูแลการทำงานของโปรแกรมระบบ
นักวิเคราะห์ระบบ (System Analyst) ทำหน้าที่ในการศึกษาและประเมินผลระบบการทำงานในปัจจุบันของหน่วยงาน วิเคราะห์และออกแบบระบบงานของหน่วยงาน
นักออกแบบฐานข้อมูล (Database Designer) ทำหน้าที่ออกแบบฐานข้อมูลในระบบงาน
ผู้บริหารฐานข้อมูล (Database Administrator) ทำหน้าที่จัดการประสานงาน และควบคุมดูแลฐานข้อมูลขององค์กร
วิศวกรคอมพิวเตอร์ (Computer Engineer) ทำหน้าที่ดูแลและแก้ไขปัญหาการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์
พนักงานด้านการสื่อสารข้อมูล (Data Communication Supervisor) ทำหน้าที่ติดตั้งและดูแลการทำงานของอุปกรณ์ด้านการสื่อสารข้อมูล
ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารข้อมูลหรือผู้เชี่ยวชาญด้านเครือข่าย (Data Ccommunication or Network Specialist)
ทำหน้าที่ในการออกแบบระบบการสื่อสารข้อมูลในระบบสารสนเทศ
นักวิเคราะห์สารสนเทศ หรือผู้ประสานงานด้านผู้ใช้ (Information Analyst or User Liaison) ทำหน้าที่ประสานงานและศึกษาความต้องการของผู้ใช้งานจากระบบสารสนเทศของผู้ ใช้
บุคลากรทางการบริหารสารสนเทศ บุคลากรที่ทำหน้าที่ทางการบริหารงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามที่กำหนดกันในปัจจุบัน มีดังนี้
CIO (Chief Information Officer) เป็นผู้บริหารระดับสูงของงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศ มาใช้ในองค์กร
MIS Manager or Director ผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำหน้าที่ในการจัดการและควบคุมดูแลการทำงานของระบบสารสนเทศทั้งหมดขององค์กร
IS Executive เป็นผู้ที่รับผิดชอบในการจัดการ และควบคุมการทำงานด้านระบบสารสนเทศภายในหน่วยงาน
การจัดตั้งหน่วยงานเพื่อรองรับระบบสารสนเทศในองค์กร
มีวัตถุประสงค์ในการดูแลบำรุงรักษาระบบสารสนเทศ ให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้หน่วยงานที่ทำหน้าที่ดังกล่าว คือ “หน่วยงานระบบสารสนเทศ (Information System Unit หรือ IS Unit)” ในการจัดตั้งสามารถจัดตั้งได้ 3 ลักษณะคือ
1. หน่วยงานระบบสารสนเทศแบบรวมศูนย์2. หน่วยงานระบบสารสนเทศแบบไม่รวมศูนย์3. หน่วยงานระบบสารสนเทศแบบกระจาย
หน่วยงานระบบสารสนเทศแบบรวมศูนย์ (Centralized Information System Unit) มีหน้าที่ดังนี้
   กำหนดแผนกลยุทธ์และแผนดำเนินการในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้
  ดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศและการจัดการเครื่องมือเครื่องใช้
  ออกแบบสร้างฐานข้อมูลที่จะสามารถใช้งานร่วมกันได้ทุกหน่วยงาน
  ดูแลการปฏิบัติงานโดยรวมของระบบที่ได้พัฒนาให้กับหน่วยงาน
  ออกแบบและสร้างระบบการสื่อสารข้อมูลหรือระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขององค์กร
  ข้อดี คือ สามารถควบคุมดูแลข้อมูลการดำเนินงานของระบบสารสนเทศตลอดจนการรักษาความ  ปลอดภัยของฐานข้อมูลขององค์กรได้เป็นอย่างดี
ข้อเสีย คือ การพัฒนาระบบงานคอมพิวเตอร์ให้กับฝ่ายต่าง ๆ ใช้เวลานาน
   หน่วยงานระบบสารสนเทศแบบไม่รวมศูนย์ (Decentralized Information System Unit)หน้าที่และความรับผิดชอบของหน่วยงานระบบสารสนเทศแบบไม่รวมศูนย์ คือ
   วางแผนในการนำเทคโนโลยีสารสนทศมาใช้ในหน่วยงานของตน
พัฒนาระบบสารสนเทศให้กับหน่วยของผู้ใช้ที่ได้สังกัดอยู่
ดูแลฐานข้อมูลระบบสารสนเทศของหน่วยงาน
ให้คำปรึกษาต่อการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในงานของผู้ใช้
ข้อดี คือ สามารถพัฒนาระบบสารสนเทศได้ตามความต้องการของหน่วยงานผู้ใช้
   ข้อเสีย คือ การพัฒนาระบบต่าง ๆ จะเป็นแบบคนต่างทำไม่มีการประสานงานกันย่อมเกิดปัญหาการใช้ข้อมูล
   หน่วยงานระบบสารสนเทศแบบกระจาย (Distributed Information System Unit) เป็นการผสมผสานระหว่างหน่วยงานแบบรวมศูนย์และไม่รวมศูนย์ เพื่อลดปัญหาของทั้งสองรูปแบบ คือ แบบรวมศูนย์มีข้อจำกัดในเรื่องความล่าช้าและความคล่องตัวในการพัฒนาระบบ สารสนเทศให้กับผู้ใช้ ส่วนแบบไม่ศูนย์จะเกิดความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสารสนเทศ เนื่องจากต่างฝ่ายต่างดำเนินการพัฒนาระบบงานของตนเอง ขาดการประสานงานด้านการใช้ข้อมูลร่วมกัน ไม่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน
การจัดองค์กรในหน่วยงานระบบสารสนเทศประกอบด้วยหน่วยงานย่อยภายใต้หน่วยระบบสารสนเทศ ดังนี้
หน่วยงานปฏิบัติ (Operations Unit) มีหน้าที่ควบคุมดูแลและปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับเรื่องเตรียมข้อมูลและบันทึกข้อมูลก่อนนำไปประมวลผล
จัดลำดับงานก่อนหลังในการประมวลผลข้อมูล
ดูแลบำรุงรักษาฮาร์ดแวร์ และระบบสื่อสารข้อมูล
ดูแลสื่อบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ที่ใช้ในระบบคอมพิวเตอร์
หน่วยงานด้านพัฒนาระบบ (System Development Unit) มีหน้าที่
วิเคราะห์และออกแบบระบบสารสนเทศในองค์กร
เขียนโปรแกรมพัฒนาระบบงานประยุกต์
การจัดหาซอฟต์แวร์สำเร็จรูปมาใช้ให้เหมาะสมกับงาน
การฝึกอบรมผู้ใช้งาน
การบำรุงรักษาระบบ
หน่วยงานบริการทางเทคนิค (Technical Service Unit) สนับสนุนทางเทคนิคกับหน่วยงานอื่น ๆ มีหน้าที่
  – การดูแลซอฟต์แวร์ระบบทั้งหมด
  – การควบคุมดูแลและบริหารการใช้ข้อมูลโดยรวมขององค์กร
  – การประเมินเทคโนโลยีใหม่ ๆ
หน่วยงานด้านวางแผนและบริหาร (Planning and Administration Unit) มีหน้าที่บริหารงานทั่วไป
  – การวางแผนการใช้งานเทคโนโลยีที่มีอยู่
  – การจัดทำงบประมาณ
  – การบริหารงานบุคคลด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
  – การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ทางเทคนิค
  – การพัฒนาและกำหนดมาตราฐานในการทำงาน
นอกจากนี้อาจมีหน่วยงานอื่น ๆ อีก เช่น หน่วยตรวจสอบระบบการประมวลผลคอมพิวเตอร์, หน่วยงานติดตามและประเมินเทคโนโลยี เป็นต้น
แนวคิดในการรักษาความปลอดภัยของระบบสารสนเทศ
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อระบบ ซึ่งสามารถจัดประเภทของความเสียหายกับระบบสารสนเทศได้ดังนี้
   1. ความเสียหายที่เกิดจากการกระทำโดยเจตนาของมนุษย์ – การก่ออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ การขโมยข้อมูล   2. ความเสียหายเนื่องจากภัยธรรมชาติ – ไม่ว่าจะเป็นไฟไหม้ ฟ้าผ่า พายุ เป็นต้น   3. ความเสียหายเนื่องจากขาดระบบป้องกันทางกายภาพ (Physical Security) – การขาดระบบการป้องกันที่ดี ในทางการวางระบบคอมพิวเตอร์   4. ความเสียหายเนื่องจากความบกพร่องของระบบสภาพแวดล้อม ของสารสนเทศ – ความเหมาะสมของอุปกรณ์ต่าง ๆที่เกี่ยวข้องกับเครื่องคอมพิวเตอร์   5. ความเสียหายเนื่องจากความล้มเหลวของการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ ในระบบสารสนเทศ – ขาดการบำรุงรักษา   6. ความเสียหายเนื่องจากความล้มเหลวของระบบเครือข่าย หรือระบบสื่อสารข้อมูล   7. ความเสียหายเนื่องจากความผิดพลาดจากการทำงานภายในระบบสารสนเทศเอง – เนื่องจากซอฟต์แวร์ โปรแกรม
การรักษาความปลอดภัยให้กับระบบสารสนเทศสามารถแบ่งออกเป็น 3 แนวทาง คือ
1.การวางแผนรักษาความปลอดภัยในเชิงกายภาย (Physical Planning Security)
2.การวางแผนรักษาความปลอดภัยในเชิงตรรกะ (Logical Planning Security)
3.การวางแผนป้องกันความเสียหาย (Disaster Planning Security)
การวางแผนรักษาความปลอดภัยในเชิงกายภาย (Physical Planning Security) เกี่ยวกับสภาพต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องคอมพิวเตอร์ มีดังนี้
    1. การจัดการดูแลและป้องกันในส่วนของอาคารสถานที่ทำเลที่ตั้งศูนย์คอมพิวเตอร์ หรือห้องคอมพิวเตอร์การจัดการดูแลและป้องกันภายในศูนย์คอมพิวเตอร์    2. การจัดการดูแลและป้องกันเกี่ยวกับระบบสภาพแวดล้อม    3. การจัดการดูแลและป้องกันในส่วนของฮาร์ดแวร์จัดการดูแลอุปกรณ์เองเรียกบริษัทผู้ขาย หรือบริษัทอื่นดูแลให้เป็นครั้ง ๆ ไปทำสัญญาการบำรุงรักษาอุปกรณ์เป็นรายปีการวางแผนรักษาความปลอดภัยในเชิงตรรกะ (Logical Planning Security)  เกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัยในเรื่อง ดังนี้    1. การรักษาความปลอดภัยก่อนผ่านข้อมูลเข้าสู่ระบบสารสนเทศ – เป็นการกำหนดสิทธิผู้ใช้ มีรหัสผ่าน    2. การรักษาความปลอดภัยในการใช้ข้อมูลในระบบสารสนเทศ – กำหนดสิทธิของตัวข้อมูลในระดับต่าง ๆ    3. การรักษาความปลอดภัยในการรับส่งข้อมูล – หรือการเข้ารหัสข้อมูลการวางแผนป้องกันความเสียหาย (Disaster Planning Security)มีวิธีการป้องกันดังนี้        1. การจัดเตรียมศูนย์คอมพิวเตอร์สำรอง         2. การจัดเตรียมข้อมูลสำรอง        3. การจัดเตรียมเรื่องการกู้ระบบหลังจากเกิดการเสียหายขึ้น        4. การวางแผนป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์
ที่มา  https://neay999.wordpress.com/

หน่วยที่ 9 ภัยคุกคาม ช่องโหว่ และการโจมตี

ภัยคุกคาม ช่องโหว่ และการโจมตี

ะพะพะ
ภัยคุกคาม ช่องโหว่ และการโจมตี
1. ภัยคุกคาม  คือ วัตถุ สิ่งของ ตัวบุคคล หรือสิ่งอื่นใดที่เป็นตัวแทนของการกระทำอันตรายต่อทรัพย์สิน [Whitman, J. Mattord, 2005]
ภัยคุกคาม Threat
ภัยคุกคาม Threat คือ วัตถุ สิ่งของ ตัวบุคคล หรือสิ่งอื่นใดที่เป็นตัวแทนของการะทำอันตรายต่อทรัพย์สิน
ภัยคุกคามมีหลายกลุ่ม เช่น  ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นโดยเจตนา หรือบางกลุ่มเป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้เจตนา เช่ยภัยคุกคามจากธรรมชาติ หรือจากผู้ใช้ในองค์กรเอง
ภัยคุกคามที่สามารถทำลายช่องโหว่ ได้เท่านั้น จึงจะสามารถสร้างความเสียหายแก่ระบบได้ และจัดว่าภัยคุกคามนั้นเป็นความเสี่ยง Risk ที่อาจสร้างความเสียหายแก่สารสนเทศได้
สรุปประเภทของภัยคุกคาม
ความผิดพลาดที่เกิดจากบุคคล Human Error/Failure
ภัยร้ายต่อทรัพย์สินทางปัญญา Compromises to Intellectual Property
การจารกรรมหรือการรุกล้ำ Espionage or Trespass
การกรรโชกสารสนเทศ Information Extortion
อุบัติเหตุ ความเข้าใจผิดของพนักงาน
การละเมิดลิขสิทธิ์
การเข้าถึงหรือการรวบรวมข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต
การ Backmail การเผยแพร่สารสนเทศที่เป็นความลับ
สรุปประเภทของภัยคุกคาม(ต่อ)
ประเภทของภัยคุกคาม
การทำลายหรือทำให้เสียหาย Subotage or Vandalism
การลักขโมย Theft
ซอฟต์แวร์โจมตี Software Attack
ภัยธรรมชาติ Force of Nature
คุณธรรมของการบริการที่เบี่ยงเบนไป Deviation in Quality of Service
ตัวอย่างภัยคุกคาม
การทำลายระบบหรือสารสนเทศ
การลักขโมยหรือการโจรกรรมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือสารสนเทศ
ไวรัส, เวิร์ม, มาโคร, Dos
น้ำท่วม, ไฟไหม้, แผ่นดินไห, ไฟดับ
ISP, WAN, Service, Provider
1.ความผิดพลาดที่เกิดจากบุคคล Human Error/Failures
เป็นความผิดพลาดที่เกิดจากพนักงานหรือบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงสารสนเทศขององค์กรได้
อาจเกิดจากความไม่ได้ตั้งใจ เนื่องจากไม่มีประสบการณ์ หรือขาดการฝึกอบรม หรือคาดเดา เป็นต้น
ป้องกันภัยคุกคาม โดยการให้ความรู้ด้านความมั่นคงปลอดภัยของสารสนเทศ การฝึกอบรมอย่างสม่ำเสมอ
มีมาตรการควบคุม
2. ภัยร้ายต่อทรัพย์สินทางปัญญา Comromises to Intellectual Property
ทรัพย์สินทางปัญญา Intellectual Property คือทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้ ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยบุคคลหรือองค์กรใด ๆ หากต้องการนำทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่นไปใช้ อาจต้องเสียค่าใช้จ่าย และจะต้องระบุแหล่งที่มาของทรัพย์สินดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน
ในทางกฎหมาย การให้สิทธิในความเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา มี 4 ประเภทคือ ลิขสิทธิ์ (copyrights) ความลับทางการค้า(Trade Secrets) เครื่องหมายการค้า (Trade Marks) สิทธิบัตร(Patents)
การละเมิดความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่มากที่สุดคือ การละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์
(Software Piracy)
สามารถหาความรู้เพิ่มเติม เรื่อง ทรัพย์สินทางปัญญาได้ที่ http://www.ipthailand.org
3. การจารกรรมหรือการรุกล้ำ Espionage or Trespass
การจารกรรมหรือการรุกล้ำ (Espionage or Trespass)
การจารกรรม Espionage เป็นการที่กระทำซึ่งใช้อุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ หรือตัวบุคคลในการจารกรรมสารสนเทศที่เป็นความลับ
ผู้จารกรรมจะใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ถึงซึ่งสารสนเทศที่จัดเก็บไว้ และรวมรวมสารสนเทศนั้นโดยไม่ได้รับอนุญาต
Industrial Espionage วิธีนี้เป็นการใช้เทคนิคที่ถูกกฎหมายแต่ก้ำกึ่งความไม่ชอบธรรม เพื่อรวบรวมสารสนเทศที่สำคัญหรือความลับทางการค้าของคู่แข่งเพื่อนำมาหาผล ประโยชน์
Shoulder Surfing คือการแอบดูข้อมูลส่วนตัวของผู้อื่นขณะทำธุรกรรมผ่านตู้ ATM
การรุกล้ำ Trespass คือ การกระทำที่ทำให้ผู้อื่นสามารถเข้าสู่ระบบเพื่อรวมรวมสารสนเทศที่ต้องการโดยไม่ได้รับอนุญาต
การควบคุม สามารถทำได้โดย การจำกัดสิทธิ์และพิสูจน์ตัวตนของผู้เข้าสู่ระบบทุกครั้งว่าเป็นบุคคลที่ได้รับอนุญาติจริง
ประเภทของ Espionage และ Trespass
 1. Hacker บุคคลผู้ซึ่งสร้างซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ขึ้นมา เพื่อให้ตนสามารถเข้าถึงสารสนเทศของผู้อื่นอย่างผิดกฎหมาย
แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท
    1.1 Expert Hacker เป็นแฮคเกอร์ที่มีทักษะสูง ทำการพัฒนาโปรแกรมขนาดเล็กหรือซอฟต์แวร์สคริปต์ที่ใช้ในการเข้าถึงสารสนเทศ ในระบบของผู้อื่น ให้พวก Unskilled Hacker ใช้
    1.2 Unskill Hacker คือ พวกแฮคเกอร์ที่มีทักษะน้อย ไม่สามารถสร้างโปรแกรมเจาะระบบได้เอง จึงเป็นผู้นำโปรแกรมไปเจาะระบบ หรือเข้าถึงสารสนเทศของผู้อื่น
ความแตกต่างระหว่าง Hacker / Cracker
Hacker มีเป้าหมายเพื่อทดสอบความสามารถหรือต้องการท้าท้าย โดยการเจาะระบบให้สำเร็จ
Cracker มีจุดประสงค์คือ ต้องการทำลายระบบความมั่นคง ปลอดภัยของระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบสารสนเทศ
Phreaker คือ ผู้เจาะระบบเครือข่ายโทรศัพท์สาธารณ เพื่อให้ตนเองใช้โทรศัพท์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หรือเพื่อรบกวนสัญญานโทรศัพท์
ภัยคุกคามประเภทนี้เรียกว่า ปฏิบัติการ Hacktivist หรือ Cyberactivist เป็นปฏิบัติการที่แซกแทรง หรือสร้างความสับสนให้กับระบบการทำงานบางอย่างในองค์กร เพื่อคัดค้านการดำเนินงาน นโยบาย หรือกิจกรรมบางอย่างขององค์กร หรือหน่วยงานของรัฐ
การก่อการร้ายบนโลกไซเบอร์ Cyberterrorism เป็นภัยคุกคามอีกรูปแบบหนึ่ง เป็นการก่อการร้ายผ่านระบบเครือข่ายหรือระบบอินเตอร์เน็ต
FBI ได้ให้นิยามของ Cybertierriorsm ว่า เป็นการโจมตีแบบไตร่ตรองไว้ก่อนต่อสารสนเทศ ระบบคอมพิวเตอร์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และข้อมูลซึ่งจะก่อให้เกิดความรุนแรงหรือทำลายเป้าหมาย โดยกลุ่มบุคคล หรือตัวแทนที่ไม่เปิดเผยนาม ที่มีเหตุจูงใจจากประเด็นการเมือง
  1. การโจมตีแบบ SYN Flood
เป็นการโจมตีโดยการส่ง แพ็คเก็ต TCP ที่ตั้งค่า SYN บิตไว้ไปยังเป้าหมาย เสมือนกับการเริ่มต้นร้องขอการติดต่อแบบ TCP ตามปกติ (ผู้โจมตีสามารถปลอมไอพีของ source address ได้) เครื่องที่เป็นเป้าหมายก็จะตอบสนองโดยการส่ง SYN-ACK กลับมายัง source IP address ที่ระบุไว้ ซึ่งผู้โจมตีจะควบคุมเครื่องที่ถูกระบุใน source IP address ไม่ให้ส่งข้อมูลตอบกลับ ทำให้เกิดสภาวะ half-open ขึ้นที่เครื่องเป้าหมาย หากมีการส่ง SYN flood จำนวนมาก ก็จะทำให้คิวของการให้บริการของเครื่องเป้าหมายเต็ม ทำให้ไม่สามารถให้บริการตามปกติได้ นอกจากนี้ SYN flood ที่ส่งไปจำนวนมาก ยังอาจจะทำให้เกิดการใช้แบนด์วิดธ์อย่างเต็มที่อีกด้วย ดังรูป
  2. การโจมตีแบบ ICMP Flood
เป็นการส่งแพ็คเก็ต ICMP ขนาดใหญ่จำนวนมากไปยังเป้าหมาย ทำให้เกิดการใช้งานแบนด์วิดธ์เต็มที่
  3. การโจมตีแบบ UDP Flood
เป็นการส่งแพ็คเก็ต UDP จำนวนมากไปยังเป้าหมาย ซึ่งทำให้เกิดการใช้แบนด์วิดธ์อย่างเต็มที่ และหรือทำให้ทรัพยากรของเป้าหมายถูกใช้ไปจนหมด โดยจะส่ง UDP packet ไปยัง port ที่กำหนดไว้ เช่น 53 (DNS)
  4. การโจมตีแบบ Teardrop
โดยปกติ เราเตอร์จะไม่ยอม ให้แพ็กเก็ตขนาดใหญ่ผ่านได้ จะต้องทำ Fragment เสียก่อนจึงจะยอมให้ผ่านได้ และเมื่อผ่านไปแล้วเครื่องของผู้รับปลายทางจะนำแพ็กเก็ตที่ถูกแบ่งออกเป็น ชิ้นส่วนต่าง ๆ ด้วยวิธีการ Fragment มารวมเข้าด้วยกันเป็นแพ็กเก็ตที่สมบูรณ์ การที่สามารถนำมารวมกันได้นี้จะต้องอาศัยค่า Offset ที่ปรากฏอยู่ในแพ็กเก็ตแรกและแพ็กเก็ตต่อๆ ไป
สำหรับการโจมตีแบบ Teardrop นี้ ผู้โจมตีจะส่งค่า Offset ในแพ็กเก็ตที่สองและต่อ ๆ ไปที่จะทำให้เครื่องรับปลายทางเกิดความสับสน หากระบบปฏิบัติการไม่สามารถรับมือกับปัญหานี้ก็จะทำให้ระบบหยุดการทำงานใน ทันที
  5. การโจมตีแบบ Land Attack
     5.1 ลักษณะการโจมตีประเภทนี้ เป็นการส่ง SYN ไปที่เครื่องเป้าหมาย เพื่อขอการเชื่อมต่อ ซึ่งเครื่องที่เป็นเป้าหมายจะต้องตอบรับคำขอการ เชื่อมต่อด้วย SYN ACK ไปที่เครื่องคอมพิวเตอร์ต้นทางเสมอ
     5.2 แต่เนื่องจากว่า IP Address ของเครื่องต้นทางกับเครื่องที่ เป็น เป้าหมายนี้มี IP Address เดียวกัน โดยการใช้ วิธีการ สร้าง IP Address ลวง (โดยข้อเท็จจริงแล้ว เครื่องของ Hacker จะมี IP Address ที่ต่างกับ เครื่องเป้าหมาย อยู่แล้ว แต่จะใช้วิธีการทางซอฟต์แวร์ใน การส่งแพ็กเก็ตที่ ประกอบด้วยคำขอการเชื่อมต่อ พร้อมด้วย IP Address ปลอม) ซึ่งโปรโตคอลของเครื่องเป้าหมายไม่ สามารถ แยกแยะได้ ว่า IP Address ที่เข้ามาเป็นเครื่อง ปัจจุบันหรือไม่ ก็จะทำ การตอบสนองด้วย SYN ACK ออกไป
     5.3 หากแอดเดรสที่ขอเชื่อมต่อเข้ามาเป็นแอดเดรสเดียวกับเครื่อง เป้าหมาย ผลก็คือ SYN ACK นี้จะย้อนเข้าหาตนเอง และ เช่นกันที่การปล่อย SYN ACK แต่ละครั้งจะต้องมีการปันส่วน ของหน่วยความจำเพื่อการนี้จำนวนหนึ่ง ซึ่งหากผู้โจมตีส่งคำขอ เชื่อมต่อออกมาอย่างต่อเนื่องก็จะเกิดปัญหาการจัดสรร หน่วยความจำ    ความเสียหายที่เกิดโดยการโจมตีในรูปแบบ DoS         ความเสียหายที่เกิดจาก DoS ส่งผลให้ผู้ใช้งานแต่ละส่วนไม่เหมือนกัน แล้วแต่ว่าเขาจะอยู่ในส่วนใด เช่น เป็นผู้เข้าไปใช้งาน เป็นพนักงานในองค์กรที่โดนโจมตีหรือเป็น เจ้าของเครื่องที่ถูกใช้ในการโจมตี หรือจะมองในแง่ขององค์กรที่โดนโจมตี ทุกๆ ฝ่ายล้วนแล้วแต่เป็นฝ่ายเสียทั้งนั้น ยกเว้นคนที่ทำให้เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้น หรือคนที่เป็นคนบงการอยู่เบื้องหลังเท่านั้นที่ได้ประโยชน์จากการโจมตีนั้น

หน่วยที่ 8 Virus and Malware

Virus and Malware

malware

ความรู้เรื่อง ไวรัสคอมพิวเตอร์ และมัลแวร์ (Malware)

อย่าสับสน! ระหว่างคำว่า ไวรัสคอมพิวเตอร์ (Computer Virus) กับไวรัสที่เป็นเชื้อโรค ไวรัสคอมพิวเตอร์นั้นเป็นแค่ชื่อเรียกโปรแกรมประเภทหนึ่งที่มีพฤติกรรม คล้ายๆ กับไวรัสที่เป็นเชื้อโรคที่สามารถแพร่เชื้อได้ และมักทำอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตที่มันอาศัยอยู่ แต่ต่างกันตรงที่ว่าไวรัสคอมพิวเตอร์เป็นเพียงโปรแกรมชนิดหนึ่งเท่านั้นไม่ ใช่ไวรัสที่เป็นสิ่งมีชีวิต เราลองมาดูรายละเอียดเกี่ยวกับไวรัสคอมพิวเตอร์กันเลยนะครับ ลองติดตามดู2

ไวรัสคอมพิวเตอร์ (Computer Virus)

ไวรัสคอมพิวเตอร์ (Computer Virus) คือ โปรแกรมชนิดหนึ่งที่มีความสามารถในการสำเนาตัวเองเข้าไปติดอยู่ในเครื่อง คอมพิวเตอร์ และถ้ามีโอกาสก็สามารถแทรกเข้าไปติดอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์อื่นๆ ซึ่งอาจเกิดจากการนำเอาแผ่นดิสก์หรือแฟลชไดร์ฟที่ติดไวรัสจากเครื่องหนึ่งไป ใช้กับอีกเครื่องหนึ่ง
การที่คอมพิวเตอร์ใดติดไวรัส หมายความว่าไวรัสได้เข้าไปผังตัวอยู่ในหน่วยความจำคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น เรียบร้อยแล้ว การที่ไวรัสจะเข้าไปอยู่ในหน่วยความจำได้นั้นจะต้องมีการถูกเรียกใช้ให้ทำ งาน ซึ่งโดยปกติแล้วผู้ใช้มักจะไม่รู้ตัวเลยว่า ขณะที่ตนเรียกใช้โปรแกรมหรือเปิดไฟล์ใดๆขึ้นมาทำงาน ก็ได้เรียกไวรัสขึ้นมาทำงานด้วย
จุดประสงค์การทำงานของไวรัสแต่ละตัวขึ้นอยู่กับผู้เขียนโปรแกรม ไวรัสนั้น เช่น อาจสร้างไวรัสให้ไปทำลายโปรแกรมหรือข้อมูลอื่นๆ ที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือแสดงข้อความวิ่งไปมาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
ไวรัส (Virus) เป็นมัลแวร์ (Malware) ชนิดแรกที่เกิดขึ้นบนโลกนี้และอยู่มานาน ดังนั้นโดยทั่วไปตามข่าวหรือบทความต่างๆที่ไม่เน้นไปทางวิชาการมากเกินไป หรือเพื่อความง่ายและคุ้นเคยที่จะพูด ก็จะใช้คำว่า Virus แทนคำว่า Malware แต่ถ้าจะคิดถึงความจริงแล้วมันไม่ถูกต้อง อาจจะเป็นเพราะความเคยชินหรืออะไรก็ตาม จึงกลายเป็นว่าคนส่วนใหญ่ใช้คำว่า Virus แทนคำว่า Worm, Trojan, Spyware, Adware เป็นต้น ที่ถูกต้องควรใช้คำว่ามัลแวร์ (Malware) เพราะมัลแวร์มีหลายชนิด แต่ละชนิดก็ไม่เหมือนกัน1

มัลแวร์ (Malware)1

มัลแวร์ (Malware) ย่อมาจาก Malicious Software หมายถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทุกชนิดที่มีจุดประสงค์ร้ายต่อคอมพิวเตอร์และ เครือข่าย หรือเป็นคำที่ใช้เรียกโปรแกรมที่มีจุดประสงค์ร้ายต่อระบบคอมพิวเตอร์ทุกชนิด แบบรวมๆ โปรแกรมพวกนี้ได้แก่ Virus, Worm, Trojan, Spyware, Keylogger, Downloader, Adware, Dialer, Hijacker, BHO, Toolbar บางอย่าง, Hack Tool, Phishing, รวมไปถึง Zombie network, Zero-day attack และอื่นๆ
ความแตกต่างของไวรัส เวิร์ม โทรจัน และสปายแวร์
ความแตกต่างระหว่างไวรัส (Virus), เวิร์ม (Worm), โทรจัน (Trojan), และสปายแวร์ (Spyware) สามารถแบ่งแยกได้ตามลักษณะการทำงาน และพฤติกรรมของการแพร่เชื้อเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์
ไวรัส (Virus)  ไวรัส (Virus) มีลักษณะการแพร่เชื้อไปติดไฟล์อื่นๆในคอมพิวเตอร์โดยการแนบตัวมันเองเข้าไป มันไม่สามารถส่งตัวเองไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆได้คือต้องอาศัยไฟล์และ Removable Drive เป็นพาหะ สิ่งที่มันทำคือสร้างความเสียหายให้กับไฟล์งานและไฟล์โปรแกรมต่างๆ ลองมารู้จักกับประเภทของไวรัสกันดังนี้

ไวรัสบูตเซกเตอร์

Boot Sector Viruses หรือ Boot Infector Viruses คือไวรัสบูตเซกเตอร์ที่เก็บตัวเองอยู่ในบูตเซกเตอร์ของดิสก์ เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์เริ่มสตาร์ทขึ้นมาตอนแรก เครื่องจะเข้าไปอ่านบูตเซกเตอร์นี้ก่อน ซึ่งในบูตเซกเตอร์นี้จะมีโปรแกรมเล็กๆ ไว้ใช้ในการเรียกระบบปฎิบัติการขึ้นมาทำงาน ไวรัสจึงอาศัยช่องทางตรงนี้เข้าไปแทนที่โปรแกรมดังกล่าว โดยทั่วไปจะเข้าไปติดอยู่บริเวณที่เรียกว่า Master Boot Sector หรือ Partition Table ของดิสก์นั้น ถ้าดิสก์ใดมีไวรัสบูตเซกเตอร์ประเภทนี้ติดอยู่ ทุกๆครั้งที่สตาร์ทบูตเครื่องขึ้นมา ตัวโปรแกรมไวรัสจะทำงานก่อน และจะเข้าไปฝังตัวอยู่ในหน่วยความจำเพื่อเตรียมพร้อมที่จะทำงานตามที่ได้ถูก โปรแกรมเอาไว้ต่อไป2

โปรแกรมไวรัส

Program Viruses หรือ File Infector viruses เป็นโปรแกรมไวรัสอีกประเภทหนึ่งที่สามารถแพร่เชื้อไปติดไฟล์โปรแกรมที่มีนาม สกุลเป็น .COM หรือ .EXE และไวรัสประเภทนี้สามารถเข้าไปติดอยู่ในไฟล์ที่มีนามสกุลเป็น .SYS หรือโปรแกรมประเภท Overlay Programs ได้ด้วย วิธีการที่ไวรัสใช้คือการแทรกตัวเองเข้าไปอยู่ในโปรแกรม ผลก็คือหลังจากที่โปรแกรมนั้นติดไวรัสแล้วขนาดของไฟล์โปรแกรมจะใหญ่ขึ้น หรือถ้ามีการสำเนาตัวเองเข้าไปทับส่วนของโปรแกรมที่มีอยู่เดิมขนาดของไฟล์ อาจจะไม่เปลี่ยนแปลง และยากที่จะซ่อมแซมให้กลับมาได้เหมือนเดิม ลักษณะการทำงานของไวรัสก็คือ เมื่อมีการเรียกใช้โปรแกรมที่ติดไวรัส ส่วนตัวของไวรัสจะทำงานก่อนและจะถือโอกาสนี้ฝังตัวเข้าไปอยู่ในหน่วยความจำ และเมื่อมีการเรียกใช้โปรแกรมอื่นๆ เพิ่มขึ้นมาทำงานอีก ไวรัสก็จะสำเนาตัวเองเข้าไปในโปรแกรมนั้นทันที แต่ก็มีไวรัสอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ต้องรอให้ผู้ใช้เปิดโปรแกรมอะไรขึ้นมาเลย แค่อาศัยจุดอ่อนของระบบปฏิบัติการ มันก็สามารถรันตัวเองให้เข้าไปหาโปรแกรมอื่นๆที่อยู่ในดิสก์ได้ด้วยตัวเอง2

โพลีมอร์ฟิกไวรัส

Polymorphic Viruses เป็นชื่อที่ใช้เรียกไวรัสที่มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงตัวเองเมื่อมีการ สร้างสำเนาของตัวเองเกิดขึ้น ซึ่งอาจทำได้ถึงหลายร้อยรูปแบบ ผลก็คือทำให้ไวรัสเหล่านี้ยากต่อการถูกตรวจจับด้วยโปรแกรมตรวจหาไวรัสที่ใช้ วิธีสแกนเพียงอย่างเดียว ไวรัสใหม่ๆ ในปัจจุบันก็เริ่มใช้ความสามารถนี้และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ2

สทีลต์ไวรัส

Stealth Viruses เป็นชื่อเรียกไวรัสที่มีความสามารถในการพรางตัวต่อการตรวจจับด้วยโปรแกรม ตรวจหาไวรัสชนิดต่างๆ ไวรัสประเภทนี้จะทำงานด้วยการให้กำเนิด (Generate) หรือสร้างไฟล์ขึ้นมาใหม่เพื่อทำหน้าที่แทนตนเอง ถึงแม้ว่าจะสแกนด้วยโปรแกรมตรวจหาไวรัสแล้วก็ตาม แต่ก็จะพบเพียงไฟล์ไวรัสที่สร้างขึ้นมาใหม่เท่านั้น จะไม่พบตัวตนที่แท้จริงของไวรัสเลย จึงยากต่อการตรวจจับเพราะหาเท่าไรก็ไม่พบ จนถึงขั้นต้องฟอร์แมตล้างเครื่องใหม่กันเลยทีเดียว และไวรัสประเภทนี้นับวันจะยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ
ที่มา  https://neay999.wordpress.com/

หน่วยที่ 7 การเจาะระบบและวิธีป้องกัน

การเจาะระบบและวิธีป้องกัน

Close up of an internet log in screen
ก่อนเข้ามาสู่การเจาะระบบ  ระบบเครือข่ายที่ดีคือการควบคุมได้จากส่วนกลาง ซึ่งในทางกลับกันถ้าผู้ควบคุมเกิดไม่ใช่เรา แล้วอะไรจะเกิดขึ้น
ดังนั้นก่อนที่เราจะเริ่ม เราต้องถามตัวเองก่อนว่าเราสามารถป้องกันเครือข่ายของเราได้หรือไม่ โดยที่ตรวจสอบช่องโหว่ต่างๆเพื่อไม่ให้บุคคลที่ไม่ต้องการเข้ามาใช้
ความหมายของ Hacker ในมุมมองของผมคือผู้ที่ไม่ได้ทำให้ระบบเสียหาย แต่การเจาะระบบเพื่อให้ได้การควบคุม ซึ่งการควบคุมนี้เป็นความหมายของการแฮก แต่ถ้าเป็นการทำลายระบบจะใช้คำว่าการแครก
แต่หลายครั้งที่ผู้อ่านรู้เทคนิคการแครกระบบแล้วจะทำให้ถูกสาปภายใต้มนต์ดำ นี้ คือถอนตัวไม่ขึ้นอาจเนื่องมาจากความคิดโดยส่วนตัว หรือแรงดันจากภายนอก
สิ่งที่ต้องระวัง เกี่ยวกับกฎหมายที่ลงโทษถ้าผู้อ่านแฮก หรือแครกระบบ
โดยส่วนตัวเราไม่แนะนำให้ทำการแฮกระบบ แต่ถ้าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์ในการทำงานก็จำเป็นที่ต้องรู้ ในหลายๆเทคนิคเป็นที่นิยมใช้แต่ยังไม่มีชื่อเสียงณขณะนี้ และหลายๆเทคนิคเป็นเครื่องมือที่ใครๆก็รู้จัก และใช้งานได้
การแครกระบบหลายๆครั้งเป็นเหตุเนื่องจากสงครามทั้งในระดับส่วนตัว หรือองค์กร ซึ่งเน้นเป้าหมายเพื่อให้ระบบเสียหาย และปัจจุบันก็มีการโจมตีอยู่อย่างมากมายในเครือข่ายอินเตอร์เน็ตทุกวันนี้ ตัวอย่างเช่น ถ้ามีคนมาแครกคุณ แล้วคุณมีสิทธิที่แครกเขา คุณคิดว่าจะทำอย่างไร
รัฐบาลหลายๆแห่งพยายามที่จะทำต่อต้านกับกลุ่มความคิดอิสระบน www, แต่สิ่งเหล่านี้ก็ยังถูกเปิดกว้างรวมถึงการเจาะระบบเครือข่ายต่างๆด้วยITM633 การจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ
นายอดิศักดิ์ แพงมาลา รหัสนักศึกษา 5107521
การป้องกันการเจาะระบบ
ประวัติ พ.อ.เศรษฐพงศ์ มะลิสุวรรณ (Mobile : 081-8709621 email : settapong_m@hotmail.com) จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสารโทรคมนาคม จากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (เกียรตินิยมเหรียญทอง) ปริญญาโทและเอกด้านวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสารโทรคมนาคมจากGeorgia Institute of Technology และ State University System of Florida (Florida Atlantic University)ประเทศสหรัฐอเมริกาโดยทุนกองทัพไทย จบการศึกษาหลักสูตรเสนาธิการทหารบก ในระหวางรับราชการในกองบัญชาการกองทัพไทยได้รับคัดเลือกจากกระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกา เพื่อเข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตรต่อต้านก่อการร้ายสากล(counter Terrorism Fellowship Program) ที่ National Defense University, Washignton D.C. และหลักสูตรการบริหารทรัพยากรเพื่อความมั่นคง (Defense Resource Management) ที่ Naval Postgraduate School, Monterey, CA ประเทศสหรัฐอเมริกา มีประสบการณ์การวิจัยหลายด้านเช่น Electromagnetic Interference and Compatibility (EMI/EMC), Mobile Cellular Communication, Satellite Communication, Broadband Communication และ ICTManagement and Policy โดยมีผลงานตีพิมพ์ระดับนานาชาติทั้งในวารสารการประชุมระดับนานาชาติและ วารสารวิจัยระดับนานาชาติที่เป็นที่ยอมรับมากกว่า 80 ฉบับ มีประสบการณ์การทำงานที่หลากหลายเช่น อาจารย์โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า,เลขานุการประธานกรรมการ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) โดยมี พลเอกมนตรี สังขทรัพย์ เป็นประธานบอร์ด, คณะกรรมการกำกับดูแล การดำเนินงานและโครงการของ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน), นายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำเสนาธิการทหารบก, คณะกรรมการร่างหลักเกณฑ์ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมผ่านดาวเทียมสื่อสาร และโครงข่ายสถานีวิทยุคมนาคมภาคพื้นดิน กทช., คณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน คณะทำงานวางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ C4ISR กองทัพบก, ผู้พิพากษาสมทบศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง, คณะอนุกรรมการ การประชาสัมพันธ์ สื่อทางอินเทอร์เน็ต ศาลยุติธรรม, ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาหามาตรการในการป้องกันการแพร่ระบาด ของเกมส์คอมพิวเตอร์ สภาผู้แทนราษฎร, คณะอนุกรรมาธิการทรัพยากรน้ำในคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สนช.,ผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาข้อเสนอโครงการวิจัย พัฒนาและวิศวกรรม ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ(NECTEC), ผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาข้อเสนอโครงการวิจัยและพัฒนา กระทรวงกลาโหม, ที่ปรึกษาโครงการดาวเทียมเพื่อความมั่นคง ศูนย์พัฒนากิจการอวกาศเพื่อความมั่นคง กระทรวงกลาโหม, นักวิจัย (Visiting Researcher), Asian Center for Research on Remote Sensing (ACRoRS); Asian Institue of Technology และกรรมการพิจารณาผลงานวิจัยในวารสารวิจัยระดับนานาชาติหลายแห่ง ปัจจุบันปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง นายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด กองบัญชาการกองทัพไทย (พลเอกมนตรี สังขทรัพย์), อาจารย์พิเศษโรงเรียนายร้อยพระจุลจอมเกล้า,กองบรรณาธิการ NGN Forum กทช., คณะอนุกรรมการบริหารโปรแกรมเทคโนโลยีเพื่อความมั่นคง ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC), และ Associate Professor of New Hampshire University, USA.
การเจาะระบบหรือการแฮค (Hacking) คือ อะไร ? ความหมายจากพจนานุกรมออนไลน์ (www.dictionary.com) ให้ความหมายอยู่ 2 ความหมาย คือ
1. To write or refine computer programs skillfully
2. To use one’s skill in computer programming to gain illegal or unauthorized access to a file or network: hacked into the company’s intranet.
คำศัพท์เดิม หมายถึง การเจาะเข้าใช้ระบบอย่างไม่ได้รับอนุญาต คือ คำว่า “แคร็คกิง (Cracking)” ในขณะที่ แฮคกิง (Hacking)
หมาย ถึง ผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์อย่างชำนาญ แต่ที่ผ่านมาสังคมได้ใช้คำว่า “แฮคกิง” ในความหมายของการกระทำในทางลบ หรือหมายถึง คนที่ขโมยข้อมูลหรือโจมตีระบบอื่น ๆ แฮคเกอร์ จึงหมายถึง คนที่พยายามเจาะเข้าระบบคอมพิวเตอร์หรือเครือข่ายอื่น(อ้างอิงจาก หนังสือ Master in Security แต่งโดย น.ต.จตุชัย แพงจันทร์ จำหน่ายโดย บ.ไอดีซีอินโฟดิสทริบิวเตอร์เซ็นเตอร์จก. พิมพ์ครั้งที่ 1 มีค.50)
และ แฮกเกอร์ (hacker) หรือนักเจาะระบบข้อมูล ใช้หมายถึงผู้เชี่ยวชาญในสาขาคอมพิวเตอร์ บางครั้งยังใช้หมายถึงผู้เชี่ยวชาญในสาขาอื่นนอกจากคอมพิวเตอร์ด้วย โดยเฉพาะผู้ที่มีความรู้ในรายละเอียดหรือ ผู้ที่มีความเฉลียวในการแก้ปัญหาจากข้อจำกัด ความหมายที่ใช้ในบริบทของคอมพิวเตอร์นั้นได้เปลี่ยนแปลงไปจากความดั้งเดิม ในปัจจุบัน “แฮกเกอร์” นั้นใช้ใน 2 ความหมายหลัก ในทางที่ดี และไม่ค่อยดีนัก ความหมายที่เป็นที่นิยม และพบได้บ่อยในสื่อนั้น มักจะไม่ดี โดยจะหมายถึง อาชญากรคอมพิวเตอร์ ส่วนในทางที่ดีนั้น “แฮกเกอร์” ยังใช้ในลักษณะของคำติดปาก หมายถึง ความเป็นพวกพ้อง หรือ สมาชิกของกลุ่มคอมพิวเตอร์ นอกเหนือจากนี้ คำว่า “แฮกเกอร์” ยังใช้หมายถึงกลุ่มของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะโปรแกรมที่มีความสามารถในระดับผู้เชี่ยวชาญ (อ้างอิงจาก http://th.wikipedia.org/wiki )
รูปแบบของการโจมตี
สิ่งที่ทำให้เกิดการโจมตีเนื่องจากการที่ผุ้โจมตีมีแรงจูงใจ ดังนั้น สิ่งแรกที่นักเจาะระบบจะทำคือการตัดสินใจในจุดมุ่งหมายของเขา ขั้นตอนนี้เป็นกระบวนการคิดที่มีสติ แต่บางครั้งเขาก็รู้เพียงแต่ว่าเขาต้องการที่จะโจมตีเป้าหมายที่ไม่มีเหตุผล ที่ชัดเจน รูปแบบของการโจมตีนั้นก็เปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติของคอมพิวเตอร์และเครือ ข่ายที่มีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ในช่วงปี 1980 นั้นเป้าหมายส่วนใหญ่จะเป็นคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องแต่ในช่วงปี 1990 นั้นเป้าหมายหลักก็กลายมาเป็นระบบเครือข่าย ปัจจุบันเป้าหมายหลักคือ ระบบเครือข่ายที่เป็นโครงสร้างของอินเทอร์เน็ตทั่วโลก โดยทั่วไปนักโจมตีนั้นมีความรู้ความชำนาญสูง และการโจมตีนั้นจะเปลี่ยนจากการค้นหาบัก หรือช่องโหว่ของซอฟต์แวร์หรือแอพพลิเคชั่นเฉพาะไปเป็นการโจมตีช่องโหว่ของ ซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์ที่เป็นโครงสร้างของระบบ นอกจากนั้นการโจมตีบางอย่างก็ยากต่อการตรวจพบได้ แทนที่จะโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ที่เป็นโครงสร้างโดยตรง การโจมตีนั้นอาจแอบแฝงมากับข้อมูล ซึ่งทำให้การตรวจจับนั้นทำได้ยาก รูปแบบของการโจมตีนั้นมีความซับซ้อนมากขึ้น ดังนั้นผู้ดูแลระบบต้องพยายามตามให้ทันเพื่อจะได้หาวิธีป้องกันหรือแก้ไขได้ ทันเวลา ต่อไปนี้เป็นรูปแบบการโจมตีที่มักได้ยินเป็นประจำ
1. วิศวกรรมสังคม (Social Engineering)
การโจมตีแบบวิศวกรรมสังคม คือ ปฏิบัติการจิตวิทยาซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการโจมตี เนื่องจากไม่จำเป็นต้องใช้ความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มากนัก และส่วนใหญ่จะใช้ได้ผลดี การโจมตีแบบวิศวกรรมสังคมจะเกี่ยวกับการหลอกให้บางคนหลงกลเพื่อเข้าถึงระบบ เช่นการหลอกถามรหัสผ่าน การหลอกให้ส่งข้อมูลที่สำคัญให้ วิศวกรรมสังคมเป็นจุดอ่อนที่ป้องกันยากเพราะเกี่ยวกับคน
การป้องกันวิศวกรรมสังคมสามารถทำได้สองทาง คือ วิธีแรกก็โดยการทำให้องค์กรมีขั้นตอนการปฏิบัติที่เข้มงวด หรือนโยบายที่เข้มงวดเกี่ยวกับการบอกรหัสผ่านให้คนอื่นทราบ ส่วนอีกวิธีหนึ่งก็โดยการจัดให้มีการอบรมพนักงานเกี่ยวกับนโยบาย และการบังคับให้เป็นไปตามนโยบายการรักษาความปลอดภัย
2. การเดารหัสผ่าน (Password Guessing)
รหัสผ่าน (Password) คือ กลุ่มตัวอักษรและเลขที่ใช้สำหรับการพิสูจน์ทราบตัวจริงของผู้ใช้ และเป็นความลับที่เฉพาะเจ้าของเท่านั้นที่ควรทราบ รหัสผ่านจะใช้คู่กับชื่อผู้ใช้หรือยูสเซอร์เนม (Username) สำหรับล็อคอินเข้าสู่ระบบ ถึงแม้รหัสผ่านจะเป็นกลไกการรักษาความปอลดภัยแรก แต่บางครั้งก็เป็นขั้นตอนเดียวที่ใช้ป้องกันระบบ รหัสผ่านนั้นอาจถือได้ว่าเป็นจุดอ่อน จึงเป็นการยากที่คนๆหนึ่งจะสามารถจดจำรหัสผ่านได้มากมาย ด้วยเหตุผลเหล่านี้ทำให้ผู้ใช้หลายคนเลือกที่จะมีรหัสผ่านที่ง่ายต่อการจำ ซึ่งทำให้เป็นจุดอ่อนของระบบการรักษาความปลอดภัย รหัสผ่านที่ถือว่าง่ายต่อการเดานั้นมีคุณสมบัติคือ
 รหัสผ่านที่สั้น เช่น XYZ, abc เป็นต้น
 คำที่รู้จักและคุ้นเคย เช่น password, blue, admin เป็นต้น
 มีข้อมูลส่วนตัวในรหัสผ่าน เช่น ชื่อ หมายเลขโทรศัพท์ วันเกิด เป็นต้น
 ใช้รหัสผ่านเดียวกันกับทุกๆ ระบบที่ใช้
 เขียนรหัสผ่านไว้บนแผ่นกระดาษแล้วเก็บไว้ในที่ ๆ หาได้ง่าย
 ไม่เปลี่ยนรหัสผ่านเป็นประจำถ้าไม่ถูกบังคับ
ผู้โจมตีนั้นจะใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนนี้โดยใช้เทคนิคการเดารหัสผ่าน (Password Guessing)
3. การโจมตีแบบปฏิเสธการให้บริการ (Denial of Service)
การโจมตีที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุดคือ การโจมตีแบบปฏิเสธการให้บริการ (Denial of Service) โดยการโจมตีนั้นจะใช้คอมพิวเตอร์ที่ไม่มีระบบการรักษาความปลอดภัยที่แข็ง แกร่ง และทำให้เห็นผลทันทีและทำให้ผู้โจมตีพอใจ เช่น การทำให้เว็บเซิร์ฟเวอร์ล่ม เป็นต้น อย่างไรก็ตามการโจมตีแบบปฏิเสธการให้บริการนี้ก็ทำอะไรได้ไม่มากนัก และอีกอย่างคือ การโจมตีแบบนี้ส่วนใหญ่ผู้โจมตีจะไม่ค่อยได้ประโยชน์อะไรมากนัก การกระทำเช่นนี้จะไม่เห็นในกลุ่มแฮกเกอร์สองประเภทแรก เนื่องจากมันต้องเกี่ยวข้องกับคนและยากที่จะทำได้สำเร็จ ยิ่งแฮคเกอร์มีความชำนาญมากการโจมตีนั้นจะค่อนข้างเฉียบแหลมและได้ผลสูง
4. การถอดรหัสข้อมูล
การเข้ารหัสข้อมูล หรือ Cryptography เป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก 2 คำคือ Crypto ซึ่งหมายความว่า “ซ่อน” และคำว่า “graph” หมายถึง การเขียน ซึ่งหมายถึง ศาสตร์ในการแปลงข้อมูลเพื่อให้ปลอดภัยเมื่อมีการสื่อสารหรือจัดเก็บไว้ที่ใด ที่หนึ่ง ความสำเร็จหรือความปลอดภัยของการเข้ารหัสข้อมูลนั้นขึ้นอยู่กับกระบวนการที่ ใช้สำหรับการเข้าและถอดรหัสข้อความ กระบวนการนี้ขึ้นอยู่กับขั้นตอนที่เรียกว่า “อัลกอริธึม (Algorithm)” โดยอัลกอริธึมจะใช้ค่าที่เรียกว่า “คีย์ (Key)” ที่ต้องใช้ในการเข้าและถอดรหัส ดังนั้น อัลกอริธึมในการเข้ารหัสข้อมูลในปัจจุบันนั้นจะมีความซับซ้อนมากกว่า และก็ขั้นตอนหรืออัลกอริธึมในการเข้ารหัสข้อมูลนั้นจะเป็นที่รู้จักกันดีโดย ทั่วไป แต่สิ่งที่ปกปิดให้เป็นความลับของการเข้ารหัสคือ คีย์ ความยาวของคีย์นั้นจะเป็นสิ่งที่บอกถึงความแข็งแกร่งของการเข้ารหัส ยิ่งคีย์มีความยาวมากยิ่งทำให้กระบวนการในการค้นหาคีย์ยากมากขึ้นแต่ในทาง ตรงกันข้าม ยิ่งคีย์มีความยาวมากก็ยิ่งใช้เวลานานขึ้นในการเข้าและถอดรหัสข้อมูล
สำหรับคีย์ที่สร้างรูปแบบข้อมูลที่เหมือนกันหลายๆครั้งจนทำให้สามารถ วิเคราะห์ได้ว่า ถ้าข้อมูลมีรูปแบบนี้แสดงว่าใช้คีย์นี้แน่นอน คีย์ประเภทนี้จะเรียกว่า “คีย์อ่อน” (Week Key)” วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันก็คือ การระวังที่ไม่ให้คีย์อ่อน โดยทั่วไปคีย์ที่มีความยาวอย่างน้อย 128 บิต นั้นจะถือว่าปลอดภัยเพียงพอในการเข้ารหัสข้อมูล การโจมตีการเข้ารหัส (Cryptanalysis) เป็นกระบวนการที่จะให้ได้มาซึ่งคีย์ในการเข้ารหัสข้อมูล ซึ่งมีหลากหลายวิธี วิธีหนึ่งคือ การใช้กระบวนการทางคณิตศาสตร์ (Mathematical Attack) ซึ่งเกิดจากการใช้การวิเคราะห์ทางสถิติของตัวอักษรที่พบในข้อความที่เข้า รหัสแล้ว แล้วใช้วิธีทางสถิติเพื่อวิเคราะห์หาคีย์ที่ใช้เข้ารหัส แล้วก็ถอดรหัสข้อมูล
การป้องกันการโจมตีทางคณิตศาสตร์นี้ป้องกันได้โดยการไม่ส่งข้อมูลเหมือนกัน หลายครั้ง ถ้าผู้โจมตีรู้ข้อมูลดั้งเดิมการส่งข้อมูลเดียวกันก็อาจทำให้วิเคราะห์หาคีย ได้ง่าย
5. การโจมตีวันเกิด (Birthday Attacks)
เมื่อเราเจอใครครั้งแรก ก็มีโอกาส 1 ใน 365 (0.27%) ที่จะมีวันเกิดเดียวกัน ในการเข้ารหัสข้อมูลนั้นปรากฎการณ์วันเกิดนั้นมีนัยสำคัญอย่างมาก เมื่อเราเข้ารหัสข้อมูลเราอาจจะคิดว่าวิธีที่ดีที่สุดในการเลือกคีย์ที่แตก ต่างคือ การเลือกใช้คีย์แบบสุ่มเลือก อย่างไรก็ตามถ้าเราเลือกคีย์แบบสุ่มเลือก โอกาสที่จะได้คียเหมือนกันนั้นมีมากกว่าที่เราคาดเหมือนกับปรากฎการณ์
6. การโจมีแบบคนกลาง (Man-in-Middle Attacks)
อีกรูปแบบหนึ่งของการโจมตีคือ การพยายามที่จะใช้บัญชีผู้ใช้ที่ถูกต้องในการล็อคอินเข้าไปในระบบ ซึ่งการให้ได้มาซึ่งข้อมูลเหล่านี้ก็โดยการใช้การโจมตีแบบคนกลาง การโจมตีแบบคนกลางของการสื่อสารผ่านระบบคอมพิวเตอร์ เป็นรูปแบบที่พบเห็นได้ทั่วไป การโจมตีประเภทนี้จะทำให้คอมพิวเตอร์สองเครื่องดูเหมือนว่าจะสื่อสารกันอยู่ โดยที่ไม่รู้ว่ามีคนกลางคอยเปลี่ยงแปลงข้อมูลอยู่
การป้องกันการโจมตีแบบคนกลางก็อาจใช้วิธีการเข้ารหัสข้อมูลควบคู่กับการ พิสูจน์ทราบตัวจริงของคู่รับคู่ส่ง การโจมตีแบบคนกลางแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แบบแอ็คทีฟ (Active) และแบบพาสซีฟ (Passive) สำหรับแบบแอ็คทีฟนั้นข้อความที่ส่งถึงคนกลางจะถูกเปลี่ยนแปลงแล้วค่อยส่งต่อ ถึงผู้รับ ส่วนแบบพาสซีฟนั้นจะส่งต่อข้อความเดิมที่ได้รับ
การป้องกันการถูกเจาะระบบ
การสแกนเพื่อหาจุดอ่อน (Vulnerability Scanning) และการอัพเดตแพตช์เพื่อปิดช่องโหว่หรือจุดอ่อนนั้นเป็นส่วนที่สำคัญสำหรับ การป้องกัน และการรักษาความปลอดภัยให้กับเครือข่าย เครื่องมือที่ใช้สำหรับการจัดการและอัพเดตแพตช์เป็นส่วนที่สำคัญ และมีประโยชน์อย่างมากในช่วงหลังๆต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของเครื่องมือที่ได้ รับความนิยม และนอกจากนี้ยังได้มีการเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับจัด ซื้อเครื่องมือเหล่านี้มาใช้งานในระบบ
การสแกนเครือข่ายเพื่อค้นหาจุดอ่อน หรือช่องโหว่เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยทำไห้เครือข่ายปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ผู้ดูแลระบบจำเป็นที่ต้องรู้ว่าเครือข่ายมีช่องโหว่หรือจุดอ่อนตรงไหนบ้าง การใช้เครื่องมือด้านการรักษาความปลอดภัยเป็นวิธีที่ง่ายและเป็นวิธีเดียว ที่ใช้ได้ผล การสแกนนั้นควรทำจากหลายๆจุด เช่น จากภายนอกหรืออินเทอร์เน็ต เพื่อทดสอบไฟร์วอลระบบป้องกันจากภายนอก สแกนจากภายในโดยทั้งที่ใช้สิทธิ์และไม่ใช้สิทธิ์ของผู้ดูแลระบบ และสแกน DMZ โซนด้วย
หลังจากที่สแกนเครือข่ายและพบจุดอ่อนหรือช่องโหว่แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การปิดช่องโหว่ ซึ่งในทางไอทีเราจะเรียกว่า “การอัพเดตแพตช์ (Patch)” ดังนั้น วิธีสแกนหาช่องโหว่หรือจุดอ่อนวิธีหนึ่งก็โดยการสแกนเพื่อเช็คดูว่าระบบนั้น ได้อัพเดตแพตช์นั้นๆหรือยัง ถ้ายังก็สามารถสรุปได้ว่าระบบนั้นยังมีช่องโหว่อยู่ เครื่องมือที่ใช้สำหรับการสแกนหาช่องโหว่ส่วนใหญ่จะมีฟีเจอร์ที่สามารถ อัพเดตแพตช์ให้กับระบบได้ทันที การไม่อัพเดตแพตช์ทันทีอาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงเป็นสองเท่า เพราะนอกจากช่องโหว่ที่ยังไม่ถูกปิดแล้ว การสแกนนั้นอาจถูกประกาศให้สาธารณะทราบ เมื่อมีคนรู้มากขึ้นว่าระบบมีช่องโหว่ก็อาจเป็นเหตุให้ผู้ที่ไม่หวังดี พยายามที่จะเจาะเข้ามาทำลายระบบก็ได้
(อ้างอิงจากหนังสือ Master in Security แต่งโดย น.ต.จตุชัย แพงจันทณื จำหน่ายโดย บ.ไอดีซีอินโฟดิสทริบิวเตอร์ เซ็นเตอร์จก.พิมพ์ครั้งที่ 1 มีค.50)
5 ขั้นตอนในการบริหารจัดการช่องโหว่ในระบบสารสนเทศเพื่อการป้องกันระบบอย่างมีประสิทธิภาพ
เราสามารถเชื่อถือระบบความปลอดภัยข้อมูลของเราได้มากน้อยแค่ไหน ? ระบบของเราปลอดภัยจากแฮกเกอร์และไวรัสคอมพิวเตอร์แล้วหรือยัง ? เป็น FAQ หรือ Frequently Ask Question ที่ถูกถามบ่อยครั้งภายในองค์กร ซึ่งผู้บริหารระบบสารสนเทศก็ยังไม่แน่ใจความปลอดภัยของระบบว่าถึงร้อย เปอร์เซ็นต์หรือไม่ เพราะระบบสารสนเทศนั้นย่อมมี “ช่องโหว่” หรือ “Vulnerability” ที่เกิดขึ้นได้อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากคนดูแลที่ไม่มีความเข้าใจดีพอ (People) เกิดขึ้นจากกระบวนการจัดการบริหารที่ผิดพลาด (Process) และ เกิดขึ้นจากการเลือกใช้เทคโนโลยีที่ผิดพลาดหรือยังไม่มีเทคโนโลยี (Technology) จะเห็นได้ว่าช่องโหว่นั้นเกิดขึ้นถึง 3 องค์ประกอบคือ PPT (People, Process and Technology) ดังนั้น เราควรมีแผนบริหารจัดการช่องโหว่ ในระบบสารสนเทศจาก 3 องค์ประกอบนี้อย่างบูรณาการ ซึ่งทางบริษัทที่ปรึกษาวิจัย Gartner ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน และนำเสนอวงจรที่แสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการช่องโหว่ในระบสารสนเทศอย่าง ได้ผลจริงในสภาพแวดล้อมปัจจุบันที่เราใช้งานระบบอยู่ ขั้นตอนในการจัดการบริหารช่องโหว่ให้ได้ผลและมีประสิทธิภาพนั้น แบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอนดังต่อไปนี้
ขั้นตอนที่ 1 Baseline/Discover
หมายถึง เราต้องกำหนด “Baseline” หรือ “มาตรฐานขั้นต่ำ” ของระบบให้ได้เสียก่อน โดยอาจจะเปรียบเทียบกับมาตรฐานโลกต่าง ๆ ด้านความปลอดภัยข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่หลายองค์กรนิยมเอามาใช้ในการตรวจสอบ ระบบ เราต้องเริ่มจากการทำ “Vulnerability Assessment” เพื่อประเมินความเสี่ยงของช่องโหว่โดยการตรวจสอบระบบ (Audit) ว่ามีช่องโหว่อะไรอยู่บ้าง หลังจากนั้นก็ควรทำ “Inventory” เพื่อเก็บข้อมูลจากการตรวจสอบระบบให้เป็นระเบียบเพื่อนำไปใช้ในขั้นตอนที่ 2 ต่อไป การตรวจสอบระบบควรตรวจสอบระบบ Microsoft Windows และระบบ UNIX/Linux ที่ตัว Network Operation System นั้นๆ ตลอดจนตรวจสอบอุปกรณ์เครือข่ายและอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยด้วย
ขั้นตอนที่ 2 Prioritize
หลังจากการประเมินความเสี่ยงในขั้นตอนที่หนึ่ง จะทำให้เราทราบถึงระดับความเสี่ยง (Risk Level) ว่ามีระบบใดบ้างที่มีผลกระทบสูง (High Impact) และมีโอกาสเกิดความเสี่ยงสูง (High Probability) เราควรต้องนำระบบดังกล่าวมาจัดลำดับเป็นลำดับต้นๆ เพื่อที่จะได้แก้ไขปัญหาก่อนระบบอื่น ๆ เพราะระบบมีระดับความเสี่ยงสูง (High Risk Level) จากนั้นค่อยมาจัดการระบบที่เหลือที่ยังมีความเสี่ยงกับองค์กรต่อไป สรุปได้ว่าระบบที่มีความเสี่ยงสูง เราจะเลือกมาแก้ไขปัญหาก่อนนั่นเอง
ขั้นตอนที่ 3 Shield and Mitigate
ขั้นตอนนี้คือ “Action Plan” ในการปิดช่องโหว่ที่เราได้ค้นพบจากการตรวจสอบในขั้นตอนที่ 1 และได้จัดระดับความสำคัญในขั้นตอนที่ 2 เรียบร้อยแล้ว การปิดช่องโหว่ให้ทำได้ในหลายวิธีตั้งแต่การเปลี่ยนรหัสผ่าน (Change Weak Password) ที่อ่อนแอ จนถึงการ “Hardening” ระบบ โดยการเปลี่ยนแปลงแก้ไข Configuration ของระบบเสียใหม่ การนำเทคโนโลยีชั้นสูงมาใช้ เช่น IPS (Intrusion Prevention System) หรือ “Scan and Block Technology” ก็เป็นทางออกหนึ่งของการแก้ปัญหาเช่นกัน
ขั้นตอนที่ 4 Control/Eliminate the Root Cause
ขั้นตอนนี้ทำเพื่อที่ไม่ให้ช่องโหว่ที่ถูกค้นพบนั้นกลับมาอีก หมายถึง การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุที่แท้จริง การปิดช่องโหว่ในทางเทคนิค เช่นการทำ “Hardening” ให้กับระบบนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรีบทำโดยด่วน แต่ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย การแก้ปัญหาที่ได้ผล ก็คือ การแก้ไขที่ต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหา ชเน การติดตั้ง Patch โดยใช้ระบบ “Patch Management System” หรือการปรับเปลี่ยน workflow ขั้นตอนในการทำงาน เป็นต้น การแก้ปัยหาใหระบบไม่ใช่เพียงการติดตั้ง Patch เพียงอย่างเดียว เราต้องปรับแต่งแก้ไขการติดตั้งค่าระบบ (Change Configuration) ที่ผิดพลาดด้วย หรือเราอาจต้องแก้ไขขั้นตอนการทำงาน (Process) ที่ผิดพลาดเช่นกัน
ขั้นตอนที่ 5 Maintain and Monitor
เราควรติดตั้งระบบ “Change management” หรือ “Configuration Management” เพื่อจัดการกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา และควรมีการตรวจสอบระบบอย่างต่อเนื่อง (Continuous Audit) โดยเราสามารถ Outsource ให้ MSSP (Managed Security Service Provider) มาดูแลให้เรา จากนั้น เราต้องกลับไปสู่ขั้นตอนที่ 1 คือ การคอยตรวจสอบหาช่องโหว่ของระบบอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เราจะเห็นแล้วว่า เราบริหารจัดการช่องโหว่และการป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดจากความเสี่ยงที่เรา มีช่องโหว่ของระบบอยู่นั้น เป็นแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า “Proactive Security Management” คือ แก้ไขระบบก่อนที่จะสายเกินแก้ และทำการแก้ไขอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งนี้ก็เพื่อลดความเสี่ยงโดยรวมให้แก่องค์กร และทำให้เรื่องการรักษาความปลอดภัยข้อมูลคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องที่เราสามารถ ควบคุมบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพในที่สุด.
(อ้างอิงจาก หนังสือ eLeader Thailand เดือน ก.พ.2548 โดยเว็บ http://www.acisonline.net )
ที่มา  https://neay999.wordpress.com/

หน่วยที่ 6 ระบบความปลอดภัยของข้อมูล

ระบบความปลอดภัยของข้อมูล (Data Security)

    รูปแบบการก่ออาชญากรรมคอมพิวเตอร์ที่สร้างความเสียหายกับข้อมูล ดาต้าดิดดลิ่ง (Data Diddling) เป็นการปลอมแปลงเอกสารหรือปรับเปลี่ยนเนื้อหาเอกสาร เพื่อประโยชน์ส่วนตน โดยไม่ได้รับอนุญาต
    ม้าโทรจัน (Trojan House) เป็น การทำอาชญากรรมโดยการโจมตีผู้เสียหายในขณะที่ผู้เสียหายไม่รู้ตัว เช่น ขโมยรหัสผ่านเพื่อเข้าไปใช้คอมพิวเตอร์ของผู้อื่นภายหลัง เพื่อประโยชน์
การโจมตีแบบซาลามิ (Salami Attack) เป็นการก่ออาชญากรรมที่พบในการทำธุรกรรมพาณิชย์   
    อิเล็กทรอนิกส์ (e-commerce) โดยการเข้าไปในเครือข่ายแล้วแอบเอาเศษเงินที่เป็นทศนิยมโอนเข้าบัญชีตัวเอง เช่น เศษงินต้น  หรือ เศษดอกเบี้ย
    แทรปดอร์ (Trapdoor) หรือ แบคดอร์ (Backdoor) การโจมตีเข้าไปยังระบบ หรือ เจาะโปรแกรมอื่น ๆ โดยสร้างโมดูลจำลอง
การทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare) เป็นการทำลายระบบคอมพิวเตอร์ สร้างความเสียหายกับข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ ทำให้คอมพิวเตอร์หยุดทำงาน การลบข้อมูลในหน่วยความจำ
    อีเมล์บอมบ์ (Email Bomb)  เป็น การส่งจดหมายทางเมล์ออกไปให้คนจำนวนมาก ๆ พร้อมกันจนกระทั่งทำให้เนื้อที่ในเมล์เหลือน้อย หรือไม่เหลอ ในการรับอีเมล์อื่น ๆ ได้อีก
การขโมยต่อสาย (Wiretapping) การขโมยต่อสายเพื่อลักลอบเอาข้อมูล รวมถึงการดักฟัง โดยใช้อุปกรณ์ส่งผ่านเพื่อให้ข้อมูลไหลต่อเนื่องออกไป  โดยเฉพาะเครือข่ายที่ใช้สายเคเบิล หรือสายไฟทองแดงธรรมดา จะเสี่ยงกับการถูกลักลอบเพื่อต่อสายเข้ามาขโมยโปรแกรมหรือข้อมูลที่สำคัญได้
โจรสลัดซอฟต์แวร์ (Software piracy) การขโมย ลักลอบ สำเนา Software โดยไม่ได้รับอนุญาต
อาชญากรคอมพิวเตอร์ Computer Criminal
    แฮกเกอร์ (Hacker)
ผู้ที่มีความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์เป็นอย่างมาก มีความถนัดด้านฮาร์ดแวร์ ระบบ และโปรแกรม รวมถึงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในระดับ Adminitrator สามารถเจาะระบบเพื่อเข้าไปแก้ปัญหา  เป็นผู้หาแนวทางในการป้องกันระบบจากผู้ไม่ประสงค์ดี
    แคร็กเกอร์ (Cracker)
ผู้ ที่พยายามเข้าสู่ระบบด้วยวิธีการแกะรหัสผ่าน เดารหัสผ่าน หรือหาวิธีการในการเข้าไปลักลอบเอา รหัสผู้อื่น เพื่อเจาะเข้าระบบ ในการสร้างความก่อกวน ลักลอบ เป็นผู้ใช้วิชาความรู้ในทางที่ผิด
    ฟรีกเกอร์ (Freakier)
ผู้ที่มีความชำนาญเกี่ยวกับการใช้ระบบโทรศัพท์ โดยเฉพาะเทคนิคในการลักลอบใช้ระบบโทรศัพท์ โดยไม่ต้องจ่ายเงิน
    ไวรัสคอมพิวเตอร์    Computer Virus
เป็นโปรแกรมที่เขียนขึ้นโดยสามารถแพร่กระจายจากระบบคอมพิวเตอร์หนึ่งไปอีกระบบคอมพิวเตอร์อื่นๆ  และ สามารถขยาย เปลี่ยนแปลงรวมถึงความสามารถในการรวมคำสั่งให้กลายเป็นคำสั่งที่สั่งการ ลบข้อมูล รวมถึงการแทรกตัวเข้าไปฝังอยู่ในโปรแกรมอื่นๆ  โดยแสดงตัวตน หรือซ่อน อยู่ในโปรแกรม หน่วยความจำหลัก และหน่วยความจำสำรอง
วิธีการแพร่ระบาดของไวรัส
อุปกรณ์สำรองข้อมูล   เช่น   แผ่นดิสก์เก็ต, flash drive ,…
เครือข่ายคอมพิวเตอร์   เช่น   การดาวน์โหลดไฟล์ , ไฟล์ที่แนมมากับอีเมล์ ,…
ประเภทของไวรัส
Boot Sector Virus :
Memory Resident Virus :
Macro Virus :
File Virus:
Multipartite Virus:
Worm,Logic Bomb, Trojan Horse
แนวทางการป้องกันไวรัสและการรักษาคุ้มกัน
1. ตรวจสอบ SW หลักที่ใช้ร่วมกับ SW ใหม่ด้วยการใช้โปรแกรมตรวจเช็คไวรัส
2. ทำการสำรอง (Backup) ข้อมูลที่สำคัญ บ่อย ๆ
3. ใช้โปรแกรมจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น
4  ไม่ทำการถ่ายเทโปรแกรมประเภทรหัสทำงาน (Executable code) เช่น ไฟล์นามสกุล .EXE บ่อยจนเกินไป
5. ใส่สลักห้ามเขียนทับ (Write Protect) ไว้ในแผ่นบันทึกข้อมูล
6. ตรวจเช็คไวรัสทุกครั้งที่มีการใช้สื่อบันทึกข้อมูลภายนอก
7. ใช้โปรแกรมตรวจจับไวรัสที่เป็นปัจจุบัน จากแผ่นลิขสิทธิ์ที่สามารถ Update ได้เสมอ
8.ให้การศึกษาอบรม และแจ้งเตือนถึงปัญหาและผลกระทบจากไวรัส
การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล
1. การกำหนดการใช้ข้อมูล (Identification) กำหนดการใช้งานโดยมีเครื่องมือได้แก่
–  การใช้บัตรผ่านทาง , กุญเจ ในการเข้าระบบ
–  การใช้รหัสเพื่อเข้าสู่ระบบ
–  การใช้ลายเซ็นดิติตอล
–  การตรวจสอบสิทธิ์ก่อนเข้าสู่ระบบ เช่น ลายนิ้วมือ เรตินา
2. การเข้ารหัส (Encryption) เนื้อหาโดยการแปลงเนื้อหา เพื่อเข้ารหัส (Encode)  ทำให้เนื้อหาไม่สามารถเข้าใจได้  ต้องทำการถอดรหัส (Decode) เพื่อให้เป็นข้อมูลต้นฉบับ
3. การควบคุมในด้านต่างๆ  ได้แก่
–  ควบคุมการเข้าถึง (Access Control) ระดับของสิทธิ์และการเรียกใช้ข้อมูล
–  ควบคุมการตรวจสอบ (Audit Control)
–  ควบคุมคน (People Control)
–  ควบคุมคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ (Physical Facilities Control)
4. การใช้โปรแกรมตรวจสอบและป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์ (Anti Virus Program)
–  NOD32 , Norton Anti Virus , MacAfee , Biff define, AVG Anti virus…

ที่มา  https://neay999.wordpress.com/

หน่วยที่ 5 ระบบรักษาความปลอดภัยบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์

ระบบรักษาความปลอดภัยบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์

การเพิ่มความปลอดภัยให้กับเครือข่ายของคุณ

rere
ในกรณีที่คุณกำลังติดตั้งเครือข่ายในบ้านหรือในสำนัก งานขนาดเล็ก ต่อไปนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่คุณสามารถปฏิบัติตาม เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับคอมพิวเตอร์และเครือข่ายของคุณ

คำแนะนำทั่วไปเกี่ยวกับความปลอดภัยของเครือข่าย

ต่อไปนี้เป็นแนวทางทั่วไปในการรักษาความปลอดภัยเครือข่าย สำหรับเครือข่ายในบ้านและในสำนักงานขนาดเล็กเมื่อต้องการรักษาคอมพิวเตอร์บนเครือข่ายของคุณให้ปลอดภัยมากขึ้น ให้เปิดการปรับปรุงอัตโนมัติบนคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง Windows สามารถติดตั้งการปรับปรุงที่สำคัญและที่แนะนำได้โดยอัตโนมัติ หรือเฉพาะการปรับปรุงที่สำคัญเท่านั้น การปรับปรุงที่สำคัญมีประโยชน์อย่างยิ่ง เช่น ทำให้มีความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือเพิ่มมากขึ้น การปรับปรุงที่แนะนำสามารถจัดการกับปัญหาที่ไม่ร้ายแรง และช่วยพัฒนาประสบการณ์ด้านการใช้คอมพิวเตอร์ของคุณ การปรับปรุงที่เป็นทางเลือกจะไม่มีการดาวน์โหลดหรือติดตั้งโดยอัตโนมัติ
ใช้ไฟร์วอลล์  ไฟร์วอลล์จะช่วยป้องกันไม่ให้แฮกเกอร์หรือ ซอฟต์แวร์ที่เป็นอันตราย (เช่น หนอน) เข้าถึงคอมพิวเตอร์ของคุณผ่านทางเครือข่ายหรืออินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ ไฟร์วอลล์ยังช่วยหยุดไม่ให้คอมพิวเตอร์ของคุณส่งซอฟต์แวร์ที่เป็นอันตรายไป ยังคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นอีกด้วย
เรียกใช้ซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสบนคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง ไฟร์วอลล์ช่วยป้องกันหนอนและแฮกเกอร์ แต่ไม่ได้รับการออกแบบให้ป้องกันไวรัส ดังนั้นคุณควรติดตั้งและใช้โปรแกรมป้องกันไวรัส ไวรัสอาจมาจากเอกสารแนบข้อความอี‑เมล แฟ้มบนแผ่นซีดีหรือดีวีดี หรือแฟ้มที่ดาวน์โหลดจากอินเทอร์เน็ต ตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีการปรับปรุงโปรแกรมป้องกันไวรัสอยู่เสมอ และมีการตั้งค่าให้สแกนเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณเป็นประจำ

ใช้เราเตอร์เพื่อใช้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตร่วมกัน

ให้ใช้เราเตอร์ (หรือที่เรียกว่า อุปกรณ์เกตเวย์ในที่พักอาศัย) เพื่อใช้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตร่วมกัน โดยปกติอุปกรณ์เหล่านี้จะอยู่ในตัวไฟร์วอลล์และคุณลักษณะอื่นๆ ที่สามารถป้องกันเครือข่ายจากการคุกคามของแฮกเกอร์ได้ดียิ่งขึ้น
อย่าเข้าสู่ระบบในฐานะผู้ดูแลเมื่อคุณใช้โปรแกรมต่างๆ ที่ต้องการการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต เช่น เว็บเบราว์เซอร์ หรือโปรแกรมอีเมล เราขอแนะนำให้คุณเข้าสู่ระบบในฐานะผู้ใช้มาตรฐานแทนที่จะเป็นฐานะผู้ดูแล เนื่องจากมีไวรัสและหนอนหลายชนิดที่ไม่สามารถถูกเก็บและเรียกใช้บน คอมพิวเตอร์ของคุณได้ เว้นแต่ว่าคุณได้เข้าสู่ระบบในฐานะผู้ดูแล

คำแนะนำเกี่ยวกับความปลอดภัยของเครือข่ายแบบไร้สาย

ในกรณีที่คุณมีเครือข่ายแบบไร้สาย มีข้อควรระวังด้านความปลอดภัยเพิ่มเติมที่คุณควรปฏิบัติดังต่อไปนี้
ใช้คีย์เพื่อความปลอดภัยของเครือข่าย  หาคุณมีเครือข่ายแบบไร้สาย คุณควรติดตั้งคีย์เพื่อความปลอดภัยของเครือข่าย ซึ่งจะเปิดใช้งานการเข้ารหัสลับ การเข้ารหัสลับจะทำให้ไม่มีผู้ใดสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายของคุณได้หาก ไม่มีคีย์เพื่อความปลอดภัย นอกจากนั้นข้อมูลใดๆ ที่ส่งผ่านเครือข่ายจะมีการเข้ารหัสลับ เพื่อให้อ่านข้อมูลได้เฉพาะคอมพิวเตอร์ที่มีคีย์ในการถอดรหัสนี้เท่านั้น ซึ่งเป็นการป้องกันความพยายามในการเข้าถึงเครือข่ายของคุณโดยไม่มีสิทธิ์ วิธีการเข้ารหัสลับของเครือข่ายแบบไร้สายโดยทั่วไปคือ Wi-Fi Protected Access (WPA) และ WPA2 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ให้ดูที่ การติดตั้งคีย์เพื่อความปลอดภัยสำหรับเครือข่ายไร้สาย
เปลี่ยนรหัสผ่านและชื่อผู้ดูแลเริ่มต้นบนเราเตอร์หรือจุดเข้าใช้งานของคุณ ในกรณีที่คุณมีเราเตอร์หรือจุดเข้าใช้งาน คุณอาจใช้ชื่อและรหัสผ่านเริ่มต้นเพื่อติดตั้งอุปกรณ์ ผู้ผลิตส่วนใหญ่จะใช้รหัสผ่านและชื่อเริ่มต้นเดียวกันสำหรับอุปกรณ์ทั้งหมด ของตน ซึ่งทำให้มีบางคนสามารถเข้าถึงเราเตอร์หรือจุดเข้าใช้งานของคุณได้โดยที่คุณ ไม่รู้ เพื่อหลีกเลี่ยงจากความเสี่ยงดังกล่าว ให้เปลี่ยนชื่อผู้ใช้ของผู้ดูแลและรหัสผ่านเริ่มต้นสำหรับเราเตอร์ของคุณ โปรดตรวจสอบข้อมูลที่มาพร้อมกับอุปกรณ์เพื่อดูขั้นตอนในการเปลี่ยนชื่อและ รหัสผ่าน
เปลี่ยน SSID เริ่มต้น  เราเตอร์และจุดเข้าใช้งานจะใช้ชื่อเครือข่าย แบบไร้สายที่เรียกว่าตัวระบุชุดบริการ (SSID) ผู้ผลิตส่วนใหญ่จะใช้ SSID เดียวกันสำหรับเราเตอร์และจุดเข้าใช้งานทั้งหมดของตน ขอแนะนำให้คุณเปลี่ยน SSID เริ่มต้น เพื่อรักษาเครือข่ายแบบไร้สายของคุณไม่ให้ทับซ้อนกับเครือข่ายแบบไร้สายอื่น ที่อาจใช้ SSID เริ่มต้นเดียวกับคุณ การระบุว่าเครือข่ายไร้สายไหนเป็นของคุณจะง่ายยิ่งขึ้น ถ้าบริเวณใกล้เคียงมีเครือข่ายอยู่มากกว่าหนึ่งเครือข่าย เนื่องจากโดยปกติ SSID จะแสดงอยู่ในรายการเครือข่ายที่พร้อมใช้งาน ให้ตรวจสอบข้อมูลที่มาพร้อมกับอุปกรณ์เพื่อดูขั้นตอนในการเปลี่ยน SSID เริ่มต้น
สัญญาณแบบไร้สายสามารถส่งได้ไกลสองสามร้อยฟุต ดังนั้นสัญญาณจากเครือข่ายของคุณสามารถออกอากาศไปภายนอกบ้านคุณได้ คุณสามารถจำกัดพื้นที่ที่สัญญาณแบบไร้สายจะส่งถึงได้ โดยจัดวางเราเตอร์หรือจุดเข้าใช้งานให้ใกล้กับจุดกึ่งกลางของบ้านมากกว่าที่ จะให้อยู่ใกล้หน้าต่างหรือผนังด้านนอก
ที่มา  https://neay999.wordpress.com/

หน่วยที่ 4 การเข้ารหัสและถอดรหัส

บทที่ 4 การเข้ารหัสและถอดรหัส (Encodes and Decoder)

การเข้ารหัส (Encoder)  ในเรื่องของวงจร Logic  หมายความว่า การเปลี่ยนระดับของ Logic จากสวิทช์มาเป็นสัญญาณ Logic  ตามรหัสที่ต้องการ  เช่น มีสวิทช์  10  ตัว กดสวิทช์เลขหมายใด ก็ให้ Output  ของวงจรเป็นสัญญาณ  Logic  ของรหัส Binary เป็นต้น
ซึ่ง  Output ของวงจรเป็นรหัสอะไรก็ขึ้นอยู่กับการออกแบบ ในทำนองเดียวกันการถอดรหัส (Decoder) หมายถึง วงจรเปลี่ยนรหัสทาง Input  เพื่อเป็นรหัสอื่นตามต้องการ เช่น เปลี่ยนรหัส BCD เป็นแรงดันของเลขฐานสิบเป็นต้น   วงจรเข้า-ถอดรหัสสามารถสร้างขึ้นมาจาก Diode  ซึ่งต่อกันแบบ Matrix หรือ จากวงจร         Gate Combination ก็ได้ ซึ่งทั้งสองชนิดขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของผู้ใช้ในแง่ของขนาด ความยุ่งยาก ราคา ฯลฯ
การออกแบบวงจรเข้ารหัส
•  เป็นการสร้างวงจร Diode Matrix โดยการเปลี่ยนสัญญาณ Logic จากสวิทช์ 8 ตัว  เพื่อให้ได้ Output เป็น Octal Code ซึ่งต้องมี 3 Output คือ Output 22,  21, และ  20  นอกจากนี้ยังมีอีก 1 Output เพื่อใช้แสดงการกดเลขหมายเรียกว่า Output Strobe (ST)  ส่วน Input ต้องมี 8 เส้น เท่ากับจำนวนของสวิทช์ นั่นคือ เราสามารถเขียนเส้น Matrix ได้เป็น  8 x 4

ที่มา  https://neay999.wordpress.com/